Rachel 的个人资料Rachel : In my life照片日志列表 工具 帮助

日志


6月19日

กลับมา

 
 

กลับมา

 

กลับมาเยี่ยมเยียนสเปซ

หลังจากที่ห่างหายไปนาน

กลับมาคราวนี้ เปลี่ยนแปลง

มากมาย.........................

เพราะโปรดปรานโทนสีเย็นๆ

 

เช่น

เขียวอ่อน ฟ้าอ่อน ควันบุหรี่ เป็นต้น

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

8月4日

แต้ม

 
เคยมีคนเปรียบไว้ว่าชีวิตในวัยเด็กเป็นผ้าขาว ที่รอสีสันต่างๆมาแต่งแต้ม
สำหรับผม...พอโตขึ้นมาหน่อย สีต่างๆ ก็ยื้อแย่ง ตวัดซ้ายขวา
จนสีเน่า ~! 
 
ตอนนี้ชีวิตเท่าที่พอมองเห็น คือ "สีดำ" นี่แหละคือ ที่มาของ
สีพื้นหลังของสเปซผม
 
ทำไมล่ะ ก็ในเมื่อสีดำ ก็สามารถรอสีสันต่างๆ มาแต่งแต้มได้เหมือนกัน ไม่ใช่หรือ
ผมรู้สึกว่า สีดำ ดูมีภูมืต้านทานอะไรบางอย่าง ใครจะสาดสีอะไรเข้ามา
ก็ไม่สะทกสะท้าน แม้แต่ "สีดำ" (ฮา ยังตัวดำไม่พออีกรึ )
 
อยู่บนโลกใบนี้มา 23 ปี พอจะเข้าใจได้ว่า "ทุกสิ่งอย่าง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"
แม้กระนั้น ยัง "พลิกผัน กลับหน้าเป็นหลัง กลับซ้ายเป็นขวา" หรือ แม้กระทั่ง  'กลับขาวเป็นดำ'
 นั่นแหละ เค้าถึงสอนว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น จับให้มั่นคั้นให้ตาย
ผม เพิ่งตระหนักว่า ผม จับยึด สิ่งสมมติ และความลวง เอาไว้  อย่างไม่ลืมหูลืมตา
 
 แต่ช้าแต่ ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น อ้า...า..ตาสว่างแล้วเรา  แต่ เป็นความสว่างโพลง ท่ามกลาง สีดำ
 
มันคือความเข้าใจ และการมองโลก ตามที่มันเป็นยังไงล่ะ
 
คุณรู้ไหม ผมไม่สนหรอกว่าใครหน้าไหน จะตวัด พู่กันสีอะไร ลงบนผ้าใบของผม
 
เพราะผม มีสีที่เลือกแล้ว  ทาบทามันลงไปอย่างนั้น อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย
 
        เพราะผมรู้ว่าความฝัน และ ความสุขอยู่ตรงไหน ผมจะตาม
หนังสือ กี่เล่มต่อกี่เล่ม ที่รอ มือกร้านๆ ให้หยิบขึ้นมาอ่าน
เพลงหมื่นแสนล้านเพลง ที่รอถ่ายทอดสู่โสตประสาท
หนัง นับเรื่องไม่ถ้วน ที่โลดแล่น อยู่ในแผ่นฟิล์ม
เครื่องดนตรีน้อยใหญ่ ที่รอนิ้วมือ กรีดกราย
รูปภาพ งานศิลปะ  ที่มีศิลปิน สร้างสรรค์สุดฝีมือ
 
       "สิ่งเหล่านั้น เรียงรายรอผมอยู่"
     
ถึงแม้ผมไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ แต่ผมก็จะเป็นนักเสพสิ่งเหล่านั้นอย่างซื่อสัตย์
และ "แต่งแต้ม" ผืนผ้าใบของตนเองโดยไม่รู้จักเบื่อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
6月5日

Come back

 
หลังจากที่อภิมหาห่าพายุฝนพัดกระหน่ำ อย่างไร้ความปราณี ตอนนี้ฝนเริ่มซาลงแล้ว
 
หาใช่ฝนที่อื่นไม่ หากแต่เป็นฝนในหัวใจของผมเอง
 
เอนทรี่ ที่แล้วอาจจะอัพด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดจนน่าใจหาย ไร้ความปราณี (ผู้อ่าน)
 
ตอนนี้ "มอสคนเดิม" กลับมาแล้ว
 
มอส....ที่มองโลกในแง่ดี
มอส....ที่ชอบงานสุนทรีย์ๆ
มอส....ที่ชอบเล่นและฟังดนตรี
 
ฯลฯ
 
หลังจากผ่านพายุลูกใหญ่ ผมได้เรียนรู้ เติบโต และเข้มแข็งขึ้น
 
และจะเป็นมอสคนเดิมตลอดไป
 
 
 
 
 
 
6月2日

Dark side

 
สภาพจิตใจตกต่ำ ย่ำแย่...
 
แม่งงงงง......พยายามเป็นคนเข้มแข็ง
 
พยายามเป็นเสาหลัก
 
สุดท้ายกูก็แค่มนุษย์อ่อนแอ  ขี้โรคคนนึง
 
เป็นเสาหลักให้ครอบครัวไม่ได้
 
แค่คิดว่าจะรักใครสักคน ยังขยะแขยงตัวเอง
 
แม้แต่จะดูแลตัวเอง...ยังลุ่มๆดอนๆ
 
แม่งงงงง
 
กูเคยมองโลกในแง่ดี..
 
มาวันนี้โลกมันกลับกลายเป็นสีเทา สีเทาเข้ม และสีดำสนิท
 
บัดซบ ฉิบหาย
 
เหี้ย...เหี้ย...เหี้ย
 
ไม่อยากโทษคนอื่น ไม่อยากโทษสิ่งแวดล้อม
ไม่อยากโทษที่ทำงาน ไม่อยากโทษใครทั้งนั้น
 
กูมันอ่อนแอเอง...กูมันอ่อนแอเอง....กูมันความต้านทานต่ำ
เป็นที่ตัวกูเอง...แม่งงงง
 
บัดซบ
 
ฉิบหายย
 
เหี้ยยยย
 
 
 
 
 
 
4月25日

เผลอ

 
ความใกล้ชิด....ทำให้ผมมองผู้หญิงคนนึง ที่ผมมองข้ามมาโดยตลอด
 
ความใกล้ชิด....ทำให้ผมสนิทกับเธอมากขึ้นทุกวัน
 
ความใกล้ชิด....เริ่มทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงเธอ
 
ความใกล้ชิด...ทำให้ผมคิดถึงเธอเมื่อเธอไม่อยู่
 
ความใกล้ชิด...ทำให้ผมเผลอใจไปให้ คนที่มีแฟนแล้ว
 
ความใกล้ชิด...ทำให้ความรู้สึกดีๆ ของผม เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
 
ความใกล้ชิด...ทำให้ผมเผลอ พูดบางอย่างออกไป
 
ความใกล้ชิด...ทำให้ผมเกือบลืม เธออีกคนหนึ่ง
 
ความใกล้ชิด...อาจแปรสภาพไปเป็น ความชอบ และความ "รัก" ในสักวันหนึ่ง
 
เพราะฉะนั้น...ผมก็เลย  พยายามหักห้ามใจตัวเอง
 
เพราะฉะนั้น...ผมจะต้อง รักษาความรู้สึกเอาไว้เท่านี้
 
เพราะฉะนั้น...ผมจะต้องไม่ให้ความรู้สึกพัฒนามากไปกว่านี้
 
เพราะฉะนั้น...ผมจะต้องไม่ทำลายความรักของคนอื่น
 
เพราะฉะนั้น...ผมจะต้องให้เกียรติเธอ
 

 

 

 

 

 

เพราะฉะนั้น..."ผมจะต้อง เลิกใกล้ชิดเธอ"

 
4月11日

แต่งงานแล้ว

 
ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้  บางทีเราต้องพยายามเข้าใจมัน  มันไหลไปตามกระแส
 
แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ถ้าเมื่อไหร่ที่เราดื้อดึง ไม่ยอมปรับตัวเอง
 
ตามความเปลี่ยนแปลง เราเองจะเป็นทุกข์เปล่าๆ  ตอนนี้ผมแต่งงานแล้ว
 
แต่ไม่ได้แต่งกับหญิงสาวที่ไหนหรอก ผมแต่งกับงาน ช่วงนี้ผมกำลังเรียนรู้
 
ถ้าผมทิ้งๆขว้างๆ มันก็จะส่งผลที่ไม่ค่อยดีในอนาคต ผมก็เลยตัดสินใจ
 
อยู่กินกับมันเสียเลย  ตั้งแต่เรียนจบ ผมก็สำนึกโดยอัตโนมัติว่า
 
ต่อไปผมจะเลิกแบมือขอตังค์ที่บ้านใช้  ตรงกันข้าม ผมจะต้องส่งให้คนที่บ้านใช้...
 
ไม่ว่าจะทำอะไรผมก็นึกถึงแต่แม่ก่อนเป็นอันดับแรก...
 
การเปลี่ยนแปลงของผมก็คือ ผมกำลังเป็นคนทำงาน ใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่
 
ผู้ใหญ่ที่ผมเข้าใจเอาเองว่า จะต้องเป็นคนควบคุมอารมณ์ได้ดี  นิ่ง สุขุม
 
แยกแยะหน้าที่การงาน กับชีวิตส่วนตัวออกจากกัน เวลาทำงานผมก็จริงจัง
 
ตั้งใจทำเต็มที่ แต่เวลาส่วนตัว ผมก็เป็นผมคนเดิม...ที่ใช้ชีวิต ในแบบที่ผมเลือกเอง
 
นี่คือความสมดุลย์ในชีวิต....
 
คงไม่มีใครสุขสบายไปได้ตลอด  ถ้าไม่เหนื่อย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมไม่เชื่อว่า
 
เราจะได้อะไรมาแบบฟลุ๊คๆ ....ต่อไปผมจะพยายามเข้มแข็ง ถึงแม้ความอ่อนแอในจิตใจ
 
จะมีมากเพียงใด...ผมต้องต่อสู้กับมัน  จะต้องอยู่ในโลกใบเบี้ยวๆ ที่ยังมีความสวยงาม
 
ซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด...ถึงแม้ผมไม่รวย  ไม่ประสบความสำเร็จในทุกๆด้านอย่างคนอื่น  แต่อย่างน้อย
 
ผมก็ขอเป็นคนที่มีความสุขสงบในชีวิตก็พอ
 
 
 
1月11日

จับฉ่าย

 
ถ้าพูดถึงจับฉ่าย หลายคนคงนึกถึงผักกว่าแปดแสนชนิด(ฮา..เว่อร์ได้อีก) นำมาต้มรวมกันในหม้อใบใหญ่
แล้วยังสามารถเก็บไว้กินได้นานถึงสัปดาห์เลยทีเดียว !!!!!
 
 
วันนี้ผมคิดถึงสเปซมาก และมีเรื่องราวมากมายอยากจะเ่ล่าให้ฟัง 
แต่ไม่สามารถเลือกเ่ล่าเรื่องใดเพียงเรื่องเดียวได้
 
 
เพราะกลัวว่าเรื่องอื่นๆจะน้อยใจ ผมก็เลยนำเืรื่องราวของผมมาทำจับฉ่ายหม้อใหญ่ 
ที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ตลอดทั้งสัปดาห์มาไว้ในหม้อที่เรียกว่า "สเปซ" แห่งนี้
 
 
แต่น่าเสียดายที่จับฉ่ายในหม้อนี้เละเสียแล้ว ผมจึงไม่สามารถเ่ล่าเรื่องตามลำดับเวลาได้
 นึกถึงเรื่องไหนก่อนก็เ่ล่าก่อน  
 
เหมือนเราใช้ช้อนจ้วงตักจับฉ่ายในหม้อขึ้นมากิน ได้ผักชนิดไหนก็กินอันนั้น หรือว่าไม่จริง!!
 
ลองชิมดูนะ...ผมจะค่อยๆ ตักจับฉ่ายขึ้นมาทีละช้อน
 
 
 
ช้อนที่หนึ่ง...
 
Moment of Victory
 
  ท่ามกลางการประชาสัมพันธ์งานบอล (ฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์) ที่นับวันจะเข้มข้นมากขึ้นทุกที
แ่ต่สุดท้ายก็ประกาศยกเลิกไปดื้อๆ ส่วนเหตุผลคงไม่้้ต้องบอกเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามา ผมนึกสงสารทีมงานที่ดูแลการจัดงานครั้งนี้ ที่ต่างฝ่ายต่างทุ่มเทอย่างเต็มที่
ความรู้สึกที่สองก็คือ ผมแอบดีใจเล็กน้อย เพราะการจัดงานบอลในอดีตที่ผ่านมา
 มีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมความสามัคคีกัน ระหว่างจุฬาฯ กับ ธรรมศาสตร์
 
แต่เท่าที่ผมสังเกตมาตั้งแต่ งานบอลครั้งที่ 61-63 (ผมอยู่ปี 1-3) ผมว่างานบอลมีไว้เพื่อห้ำหั่นกันเสียมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอล เชียร์ลีดเดอร์ การเดินขบวน หรือ การแปรอักษร เป็นต้น
 ว่ามหา'ลัยไหนจะชนะ ใครชนะก็ดีใจส่วนใครแพ้ก็คอตกกลับบ้าน
 
 แล้วนิสิตนักศึกษาก็เกิดความรู้สึก มหา'ลัยนิยม (คล้ายๆชาตินิยม) พาลเกลียด หรือ เห็นมหา'ลัยตรงข้ามเป็นคู่แข่ง
และนับวันระหว่าง จุฬา-ธรรมศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันนี้อาจจะกลายเป็นเส้นขนานได้ในที่สุด
เพราะตราบใดที่เรายืนกรานที่จะใช้คำว่า
 
 "Moment of Victory" มากกว่าคำว่า "Moment of Unity"
 
 
 
ช้อนที่สอง...
 
Arts Concert '50
 
เนื่องจากงานใหญ่ๆ ระดับงานบอลยังถูกยกเลิก แล้วงานเล็กๆ อย่างอาร์ตคอนเสิร์ตจะเหลืออะไร....
ตัวผมเองรู้สึกเฉยๆ และเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
 
แ่ต่ในใจลึกๆก็อดสงสารสมาชิกในชมรมไม่ได้ เพราะ่่ต่างทุ่มเท สละเวลามาซ้อมและช่วยกันลงขันจ่ายค่าห้องซ้อม
 โดยเฉพาะเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกยังไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตซักครั้ง
 
 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุผลที่สมควรจะยกเลิกกลับมีความสำคัญยิ่งใหญ่ มิอาจต้านทานได้
เพราะการไว้อาลัย 100 วัน ในโอกาสที่สูญเสียบุคคลสำคัญที่อยู่ในราชวงศ์ที่คนธรรมดามิอาจเอื้อมได้
และบุคคลท่านนั้นยังเป็นผู้ที่มีความเสียสละสมควรเอาเยี่ยงอย่าง
 
และที่สำคัญ...มีครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาภาษาฝรั่งเศส
 ที่คณะอักษรฯ นับว่าเป็นความโชคดีของนิสิตอักษรรุ่นที่ 18 ที่มีโอกาสได้เรียนกับท่าน
 
โอกาสนี้ผมขอ สงบนิ่งไว้อาลัยรำลึกถึงพระองค์ท่าน
เป็นเวลา 1นาที...................................................................................................................................
................................................................................
....................
 
 
 
ช้อนที่สาม....
 
Hot Monkey
 
สืบเนื่องจากการไปเข้าค่ายธรรมะ (วิชาธรรมวิทยา) วันที่ 5-6 มกรา...ที่ผ่านมา
การเข้าค่ายครั้งนี้ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า"เข้าวัดแ้้ล้วร้อน" เป็นอย่างดี
 (หรือว่าผลกรรมที่ผมเคยแซวใครต่อใครเรื่องเข้าวัดแล้วรู้สึกร้อน จะตามผมทัน)
 
ทั้งๆที่ผมเคยปฏิบัติธรรมเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานถึง 2 เดือน
(และเกือบตัดสินใจออกบวช ถึงยังไงตอนนี้ก็บวชเช่นกัน แต่เป็นกล้วยบวดชีมากกว่า)
 แต่คราวนี้ปฏิบัติแค่ 2 วัน (กับ1คืน) ผมถึงกับร้อนเลยทีเดียว
 
"ร้อน"ในที่นี้หมายถึง ร้อนรุ่ม จิตใจสับสนวุ่นวาย คิดฟุ้งซ่าน นึกถึงแต่เรื่องราวทางโลกเต็มไปหมด
ไหนจะกิเสสตัณหา อยากได้นั่น อยากเป็นนี่ (แต่เป็นหนี้ ไม่เอานะ) เวลาปฏิบัติ (เดินจงกรม,นั่งสมาธิ)
 จิตใจยิ่งฟุ้งซ่านหนักขึ้น เดินก็ไม่นิ่ง นั่งก็ไม่นิ่ง "เพิ่งเห็นว่า มีิลิง สิงอยู่ในร่างกายตัวเอง"
 
 ลิงตัวนี้มักใฝ่ในทางโลกด้วยสิ...อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ปีสี่นี่แหละมั้ง
ที่กำลังมองหาอนาคต อยากท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง
บ่อยครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังใครต่อใครบอกว่า โลกนี้เป็นสีดำ เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย
 แต่ผมไม่เคยเลยที่จะรู้สึกอย่างนั้น
 
สำหรับผม โลกเป็นสิ่งที่ท้าทาย และสวยงาม  ใครยังไม่เคยเห็นลองมองดูอีกสักครั้งสิ
จากการไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ผมก็พบว่าลิงร้อนๆ อย่างผมควรจะเดินทางสายกลางเป็นดีที่สุด
 
 
ช้อนที่สี่...
 
คน= ค.ควาย + น.หนู
 
เกิดความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนคำว่า "คน" เป็นคำว่า "ค.คน+น.หนู"
เอ่อ...ขออภัย ผมหา คอคน บนแป้นพิมพ์ไม่เจอ
(ค.คน..อยู่ตรงไหนช่วยบอกควายตัวนี้ที)
 
แ้ล้วภาษาไทยจะมีอักษรตัวนี้ไว้ทำไมวะ... 
เพราะตราบใดที่เราใช้คำว่า "คน" ที่เกิดจาก ค.ควาย + น.หนู เราก็เป็นได้แค่ควายกับหนู
แล้วเมื่อไหร่จะเป็น ค.คน+น.หนู ซักที
 (จะได้เป็นคนที่ว่องไว เหมือนหนู ไม่ใช่ ควายที่ว่องไวเหมือน หนู)
 
เพราะฉะนั้นการที่มีใครมาด่าเราว่า "โง่เหมือนควาย" เราจะว่าเขาไม่ได้
เพราะตัวอักษรที่ใช้เรียกพวกเราว่า "คน" ก็ขึ้นต้นด้วย ค.ควาย ซะแล้ว
แต่เอาเหอะ...อย่างน้อยก็ใช้คำว่า มนุษย์ไปก่อนละกัน ฟังดูหรูหราดี
 
 แต่บางคนก็อาจจะเหมาะสมกับคำว่า....ค.ควาย+น.หนู แล้วก็ได้
 
.................................................................................................
 
 
เอาล่ะ...ชิมจับฉ่ายไปตั้งสี่ช้อน บางคนอาจจะเลี่ยนๆ เฝื่อนๆ  ไปบ้าง ก็ขออภัยด้วย
แต่ถ้าใครติดใจอยากจะกินจับฉ่ายหม้อต่อไป ก็บอกกล่าวกันมาได้ เดี๋ยวจะ้ต้มให้กินเรื่อยๆ
และอาจจะคิดสูตรใหม่ๆ บ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ
 
ป.ล. ขอบคุณไอ้ต้นที่ให้ยืมคำว่า "Moment of Unity"
 
 
12月31日

nothing impossible

 
เฮ้อ...นึกว่าปีใหม่ปีนี้คงจะผ่านไปเฉยๆ เหมือนทุกๆปี...ที่มีการจุดพลุ...
 
รับ-ส่ง ข้อความ หรือ countdown อะไรพวกนั้น  ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้ของขวัญอันล้ำค่าตั้งสองชิ้น
 
ชิ้นที่หนึ่งเป็นวัตถุ...
 
และอีกชิ้นหนึ่งเป็นของสำคัญทางใจ
 
 
 
 
 
ชิ้นที่หนึ่งเป็นแว่นตาจากออน...ที่มีที่มาที่ไป  
 
เย็นวันนึงผมเดินกลับหอพักพร้อมออน...ระหว่างทางเิดินขึ้นสะพานลอยข้างถาปัด...ตาเจ้ากรรมก็เจ็บขึ้นมากระทันหัน
 
ปรากฎว่าคอนแทค มันงอแง...ต้องยืนนิ่งพักนึง...แล้วคนที่เดินมาด้วยก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เลยถามถึงสาเหตุที่เจ็บตา
 
ผมก็เลยเล่าให้ออนฟังว่า...แว่นตาของผมไม่ค่อยดี...เลยต้องยอมใส่คอนแทคเก่าๆอันนี้ (ยังไม่มีตังค์เปลี่ยนอันใหม่)
 
ตาคนเรานี่ก็เหมือนรู้จักเวลานะ
 
พอถึงลิมิตก็งอแง...อยากได้ของใหม่มาเปลี่ยน....(ก็ดีแ้ล้วล่ะ...ถ้ายังขืนใส่คอนแทคที่หมดอายุการใช้งาน
 
นานวันเข้า ดวงตาอาจจะขี้เกียจทำงานขึ้นมาก็ได้) พอถึงหอพัก..ออนก็เลยให้ยืมแว่นตาสีขาว ดีไซต์ทันสมัย..
 
ที่ตรงกันข้ามกับอันเก่าของผม...ที่ทั้งเก่าและเชย..แต่ผมก็รักมันนะ เพราะได้รับพระราชทานมา
 
พอใส่...ลุคผมก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีก็เลยขอซื้อต่อจากออน เพราะออนไม่ใช้แว่นตาอันนี้แ้ล้ว
 
แ่ต่ออนไม่ขาย...และยังบอกว่า ให้เป็นของขวัญปีใหม่...
 
ผมดีใจมาก..และคิดว่า นี่ช่างเป็นของขวัญที่เราต้้องการจริงๆ....ไม่น่าเชื่อว่าจะได้มันมา 
 
ขอขอบคุณออนมาก...ดังนั้น ผมก็เลยถือโอกาสนี้เลี้ยงตอบแทนออนและฉลองปีใหม่ไปในตัว
 
 
 
ของขวัญชิ้นต่อไป...เป็นของขวัญทางใจ...ได้มันมาในชั่วโมงแรกของปีนี้ 
 
ผมไม่คิดว่าจะมีวันแบบนี้อีกแ้ล้ว.....โดยเฉพาะจอมเจ้าชู้อย่างผม...
 
ผมเลิกกับเธอเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา..และคิดว่าเราคงจะจบกันตรงนั้น
 
แต่ขอสารภาพว่าการเิลิกกันของผมกับเธอ...มันไม่ใช่การยุติความรักของผมลงไปด้วยเลย 
 
 เราเลิกกันเพราะมีหลายปัจจัย
 
หลังจากวันนั้นผมทั้งจีบสาว..และให้สาวเข้ามาจีบต ามแต่โอกาส  จนกระทั่งล่าสุด
 
ผมเจอสาวหน้าตาใช้ได้คนนึง (จีบผมก่อนด้วยนะ )ที่งาน Art sqare ผมก็นึกว่าจะใช่..แต่สุดท้าย
 
เธอก็ตอบโจทย์ข้างในผมไม่ได้...เพราะผมยังรักเธอคนนั้นอยู่ และรักมากด้วยสิ!!!
 
สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าผมยังรักเธอ...ก็วันที่ผมไม่สบายมากๆ ผมได้คุยกับเธอ
 
 ผมก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  ลืมอาการเจ็บป่วย 
 
ความสุขพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย...หรือแทบจะบอกได้ว่า
 
ทุกครั้งที่ผมเจอเธอ...แม้จะระยะใกล้ไกลมากแค่ไหน
 
ความสุขก็เกิดขึ้นทุกที...ผิดกับคนอื่นๆ...ที่ผ่านเข้ามา...
 
ไม่มีใครสามารถ เอาหัวใจของผมไปได้มากเท่าเธอเลย
 
เพราะเป็นปีใหม่...ผมก็เลยถือโอกาสใจกล้าหน้าด้านโทรหาเธอ...แ่ต่เธอดันปิดเครื่องซะงั้น
 
ผมไม่หมดความพยายาม ลองออนเอ็ม...เธอกำลังออนอยู่พอดี
 
ผมก็พิมพ์สารภาพกับเธอเต็มที่...และคิดว่าเธอคงไม่สนใจ....
 
แต่ที่ไหนได้...เธอคุยกับผมด้วย....
 
ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ....
 
ความสุขของผมก็คือ...ได้เปิดใจอีกครั้งกับคนที่เรารู้สึก...
 
ว่ารักเค้าจริงๆ....
 
ขอบคุณที่รับฟัง
 
ขอบคุณ...
 
 
 
จากจบบทสนทนา...ผมยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา...ในรอบหลายเดือน
 
ขาร็อคอย่างผม...เผลอตัวไปหยิบซีดีเพลงแจ๊ซ หวานซึ้ง
 
ของเจ๊...Diana Krall ขึ้นมาเปิดเพลง The look of love
 
(บนชั้นซีดีเพลง มีแจ๊ซอยู่แผ่นเดียวนี่แหละ)
 
ความเป็นจริงในวันนี้เธอมีคนใหม่แล้ว....แต่ผมกลับไม่เสียใจ
 
เพราะการที่เราัรักใครสักคน...ไม่ได้หมายความว่าเค้าต้องรักตอบ...
 
หรือได้คบกันเป็นแฟน
 
แต่...มันสำคัญตรงที่เรารักใครสักคน...แล้วกล้าบอกคนนั้นรึป่าว
 
ช่างเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีจริงๆ....ขอบคุณสำหรับข้อความทุกข้อความ
 
คำอวยพรต่างๆ และขอขอบคุณของขวัญจากออนอีกครั้ง
 
สุดท้าย....ขอขอบคุณเธอ ผู้เป็นแรงใจให้ผมตลอดมา 
 
 ในชีวิตนี้ผมไม่รู้จะรักใครได้อย่างนี้อีกรึป่าว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
12月15日

A DAY IN A L iFE,

 
10.30น. ตื่นนอน
 
 
11.00 น. คุยกับแก้ว
 
 
12.00 น. แกะเพลง
 
19.00-22.00 น. ซ้อมดนตรี อาร์ตคอนเสิร์ต วันแรก กับ ไอ้ต้น(กลอง)  ดล(กีตาร์)
                          พี่ปอนด์(กลอง)  พี่ฉี (ร้องนำ) น้องมุก(บส)  ออน(กลอง)  และน้องหนิง(กีตาร์)
 
                           เพลง
                          -ไม่รู้จักฉัน  ไม่รู้จักเธอ
                          - ขอให้รักบังเกิด
                          -ฟ้า
                          - อกหัก
                          - ขอบคุณที่รักกัน
                          -ช็อคโกแ็ล็ต
                          -บางสิ่ง
 
                        ระหว่างที่ซ้อมดนตรี ไมค์เสีย ...ไปตามเจ้าของห้องซ้อมมาเช็คไมค์
                        สักพักเจ้าของร้านหน้าสวย เปิดประตูเข้ามา คาสโนวาอย่างผมก็ตาค้าง
 
22.20 น.จ่ายค่าห้องซ้อม  สบตา +ส่งยิ้ม ให้เจ้าของร้านสาวสวย ร่างสูง
 
22.50 น. นักดนตรีแยกย้ายกลับบ้าน
 
23.00 น. นั่งคุยกะไอ้ดลที่ น้ำพุ โคโควอว์ค +เหล่สาวเจ้าของร้าน Music Society
 
23.30 น. คุยกะดลไปเรื่อยๆ LM สีเขียวมวนแรก พ่นควันคลุ้งอย่างสบายใจ
 
00.00 น. เธอคนนั้นออกมาจับแมวข้างนอก ผมไม่สามารถ อดมองเธอได้  ส่วนเธอก็ส่งยิ้มหวานให้ ผมคว้า LM มวนที่สี่มาจุดต่อไป
 
00.40 น. เธอออกมาคุยโทรศัพท์ ใกล้ๆกับที่นั่งของผม พอได้ยินเสียงเธอ ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ บุหรี่มวนที่ 8 กำลังจะหมดไป
 
01.30 น. เธอออกมาอีกครั้ง ผม ไม่รู้จะทำไงดี จะขอเบอร์ก็น่าเกลียดเกินไป...
 
02.00 น. สูบบุหรี่มวนที่ 12 ไอ้ดลไปซื้อเสบียงที่เซเว่น
 
02.30 น. เธอเดินออกมาอีกครั้ง แ่ต่คราวนี้มากับผู้ชาย ...แห้วแน่ๆเลยกู บุหรี่มวนที่ 15 ถูกจุดขึ้น
 
02.45 น. ไอ้ดลกลับมาพร้อมเบอร์เกอร์ และ โจ๊ก cup
 
03.00 น. จัดการเบอร์เกอร์ และโจ๊ก เรียบร้อย บุหรี่มวนที่ 16-19 ถูกจุดขึ้น (ไ่ล่ยุง) เธอออกมาอีกครั้ง พร้อมกับชุดนอนวาบหวิว
 
03.20 น. สรุป...นั่งเหล่สาวแ่ต่ปอดแหก อีกมวนเดียวก็จะสูบบุหรี่หมดซอง โดย มีไอ้ดลนั่งเป็นเพื่อนเลี้ยงโจ๊กและ LM
 
                 
 
 สรุปว่า..สิ่งที่ได้วันนี้ คือ ได้งาน 1 ชิ้น (ซ้อมดนตรี) ได้เพื่อนแท้ 1 คน และได้มองสาวสวย 1 คน
 
 
 
 
 
12月2日

รักแห่งสยาม

   

เรามักจะคุ้นเคยกับนิยามความรักแว่วๆเข้ามายังสองรูหู แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาของเสียงแน่ชัด

ว่ามาจากแหล่งใด

 เสียงที่ก้องเข้าไปยังโสตประสาทที่ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" คุ้นๆ กันรึป่าว....

แต่เวลานี้ ถ้าพูดคำว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีหวัง"

ฟังดู เท่ และมีพลัง กว่า นิยามเดิมๆ เป็นไหนๆ ว่ามั้ยคับ

ทุกคนคงพููดเป็นเสียงเดียวกันว่า มาจากหนังเื่รื่อง "รักแห่งสยาม" อย่างแน่นอน

ครับ...วันนี้ผมจะมาเล่า...สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่ผมเก็บมาจากโรงหนัง มาฝากเพื่อนๆ ชาวสเปซ

แ่ต่..อย่างไรก็ตาม สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ถ้าสนใจ เชิญไปทัศนากันในโรงเถอะครับ

คุ้มรึป่าวนั้น ก็ััตัดสินกันเอาเอง ในเวลา 2.45 ชั่วโมงนั่นแหละครับ

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 ถ้าเป็นหนังไทยเมื่อ 5 ปีก่อน เราดูจากโปสเตอร์คงเดาได้เลยว่า หนังเรื่องนี้มีคู่รักสองคู่ชายหญิง อย่างแน่นอน

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เดา่ต่อไปได้อีกว่า คู่พระ คู่นาง ต้องเป็น โต้ง กับ หญิง ที่กำลังมองไปเบื้องหน้า เหมือนกำลังมองหาอะไีรซักอย่าง

(มาริโอ้ กรุณาเก๊กหล่อให้น้อยๆหน่อย)

 

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

และอีกคู่นึง ก็ต้องเป็นคู่ของ มิว กับ หญิง อย่างไม่ต้องสงสัย ดูจากรูปท่าทางสวีทกันมิใช่น้อย

 

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

แต่เปล่าเลยครับ นี่มัน พ.ศ. 2550 หนังเค้าพูดถึงเรื่องราวความรักที่หวานซึ้งของคู่ มิว (ซ้าย) กับ โต้ง (ขวา) ต่างหาก

ส่วนโปสเตอร์หนังก็หมดความหมาย...ไม่ได้สื่ออะไรถึงตัวหนังเลย เป็นแค่อุบายทาง  marketting

เพราะหลายคนเห็นโปสเตอร์มักจะจินตนาการไปถึง "Season Change" อะไรเทือกนั้น แต่ผิดคาดอย่างมหันต์

เพราะถ้าหนังคล้ายกับ  Season Change คนดูคงเดาทางออก หนังก็หมดสนุกสิคับ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เรื่องราวความรักของ มิว (ซ้าย) และ โ้ต้ง (ขวา) (มันไม่น่าจะโตขึ้นมาหน้าตาหล่อเหลาได้เลยนะ ดูแต่แ่ละคน) เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อวัยเด็ก

เพราะบ้านอยู่ติดกัน เป็นเหตุให้สองคนนี้ได้ใกล้ชิดกัน และคอยช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะวันที่มิวโดนแกล้ง แ้ล้วโ้ต้งก็เข้ามาช่วยเอาไว้

และยังเรียนโรงเรียนเดียวกันอีกต่างหาก

หนังเค้าพยายามปูเรื่องให้มีที่มาที่ไป...ไม่ใช่ว่า อยู่ๆ เห็นกันแล้วปิ๊งเลย อันนั้นก็เกย์เกินไป

แ่ต่หนังเค้าพยายามบอกว่า ทั้งสองรักกันเพราะความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่ได้สนใจเรื่องเพศ ต่างหาก

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

พี่นก สินจัย รับบทเป็นแม่ของโต้ง...ผมว่า เธอได้รับบทหนักที่สุดในเรื่อง เพราะเธอต้องแสดงบท แม่ ที่ทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหน้า

หาเงินเลี้ยงครอบครัวแ่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีปมใหญ่ๆ ตรึงแน่นจุกไปทั้งอกอยู่ 3 ปม

1. สามีขี้เหล้า (กบ ทรงสิทธิ์) เพราะจมอยู่กับการโทษตัวเองในอดีตที่อนุญาตให้ลูกสาวคนโต (พลอย เฌอมาลย์)

ไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ ขณะเดินป่าิเิกิดพลัดหลง และหายสาบสูญ ไปในที่สุด

2. ลูกชาย "โต้ง" (มาริโอ้) ที่เป็นคนพูดน้อย และถูกแม่จับได้ว่าแอบมีใจให้กับ มิว

3. การสูญเสียลูกสาวคนโต

ผมว่า...เธอถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ประกอบกับ costume ที่เน้นเสื้อผ้าสีโทนเรียบ ไปจนเข้ม

ทำให้เธอดูขรึม และน่าเกรงขาม มุุมกล้องส่วนใหญ่จะถ่ายจากมุมล่างขึ้นบน

กับการถ่ายจากข้างหลังเพื่อทำให้เธอดูมีอำนาจ และที่สำคัญ ผมว่าเธอเป็นคนที่แสดงออก

ทางแววตาที่ทั้งดุดัน และโศรกเศร้าได้เก่ง อันนี้ผู้กำกับเข้าใจเืลือกตัวละครได้ดีเยี่ยมครับ

 

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ส่วนภาพนี้คือ...จูน ที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับ แตงผู้สาบสูญ พี่สาวของโต้ง

จูน เธอเป็นผู้ดูแลวง ออกัส (ชื่อวงดนตรีของ มิว) แต่มารับจ้างปลอมตัวเป็น แตง เพื่อโกหกพ่อ

(กบ ทรงสิทธิ์) ที่กินเหล้าจนความทรงจำเลอะเลือน .....ว่าแตงกลับมาแล้ว

ดูเหมือนว่าครอบครัวของโต้งจะดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ตั้งแต่มีจูนเข้ามาในฐานะ "แตง"

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ภาพของจูน...ที่ถูกเปิดตัวตอนต้นเรื่อง...ทำให้คนดูฉงนฉงาย ว่าใช่แตงที่หายตัวไปรึป่าว แต่เธอก็ยืนยันว่า "เธอคือจูน ไม่ใช่แตง"

แต่ผู้กำกับก็จงใจ ทำให้จูนมีุบุคลิกคล้ายๆแตงมาก โดยเฉพาะตอนที่จูน ไปรับจ้างปลอมตัวเป็น แตง และพูดจาเข้ากับพ่อได้ดี

จนบางครั้ง ทำให้แม่ของโต้ง (และคนดู) เกิดความ ความสงสัย...ว่า...หรือว่า...นี่คือ แตงจริงๆ

แต่ผมไม่เข้าใจว่า ...ทำไมผู้กำกับจงใจซูมภาพ สมุดบัญชีธนาคาร และใบสมัครทำงานเมืองนอก (Work & Travel) บ่อยจังเลย

บ่อยครั้ง ที่จูนเิปิดดูสมุดบัญชี แล้วทำหน้าเคร่งเครียด บางทีเครียดจนถึงขั้นสูบบุหรี่

แล้วปล่อยให้ตัวละครที่มีความสำคัญเช่นนี้หายไปตอนท้ายเรื่อง และเฉลยสั้นๆว่า เธอไม่ใช่คนที่พวกเราคิด

ถ้าปล่อยให้เธอหายไปง่ายแบบนี้ ไม่เห็นจำเป็นต้องถ่ายทำฉากชีวิตส่วนตัวของเธอเลย

เพราะไม่มีประโยชน์ต่อเนื้อหาหลัก และทำให้เวลาของหนังยืดยาวออกไป

...แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นตัวละครหลักคนหนึ่งที่ชงให้ัวละครอื่นๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ไม่ว่าจะเป็น โต้ง และพ่อแม่ รวมทั้งมิวและ เธอยังเป็นคนกลาง ที่ได้รับรู้เรื่องราว

ความสัมพันธ์ของ โต้งและมิว อีกด้วย

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

มิว....เด็กหนุ่มช่างฝัน ที่อยู่คนเดียวมา 5 ปีหลังการเสียชีวิตของอาม่า ในวัยเด็กอาม่าสอนมิวว่าให้หัดเล่นดนตรีเอาไว้

เวลา อยากบอกอะไรกับใคร ถ้าอาย ให้บอกผ่านเสียงดนตรี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโ้ต้งก็เลยชอบเล่นดนตรี และแต่งเพลง

จนกระทั่งตั้งวงดนตรีกับเพื่อนที่โรงเรียน ชื่อวง "ออกัส"  โดยมิวทำหน้าที่แต่งเพลง และเป็นนักร้องนำ

(ชีวิตจริงหนุ่มน้อยคนนี้ทั้งร้องเพลงเพราะ และแต่งเพลงเก่งอีกด้วย) 

ด้วยความเหงาที่ต้องอยู่คนเดียว ถึงแม้จะมีเด็กสาวหน้าตาน่ารักข้างๆบ้านมาเล่นด้วย

เธอคนนั้นก็คือ "หญิง" (ที่คู่กับมิวในโปสเตอร์หนัง) แต่เธอก็ไม่สามารถปัดเป่าความเหงาให้เบาบางลงได้

ตรงกันข้ามมิวกลับรู้สึกเหงามากขึ้น ในใจลึกๆ ก็ไม่เคยลืมใครบางคน ที่เคยผูกพันธ์ในวัยเด็กเพราะถือว่า

เป็นความประทับใจครั้งแรก (สังเกตจากรูปที่มิว กับ โต้ง ถ่ายคู่กันในวัยเด็กตั้งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือของ มิว )

จนกระทั่งโชคชะตาก็นำพา ให้ทั้งสองได้มาเจอกันอีกครั้ง ที่สยามสแควร์  (นั่นไง ที่มาของหนัง "รักแห่งสยาม")

ภาพของอดีต ถูกย้อนรำลึก ทั้งสองพบว่าหลายๆสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไป แ่ต่ความผูกพันธ์

กลับไม่ได้ลืนลางไปตามกาลเวลา ประจวบเหมาะกับจังหวะที่โต้้งกำลังมีปัญหา กับแฟน (โดนัท)

ผมว่า ในเรื่องนี้ โดนัท เ่ล่นแข็งที่สุด และได้รับบทบาทที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไรนัก

แต่ในทางตรงกันข้าม เธอกลับถูกโปรโมท โชว์หราอยู่นโปสเตอร์

แทนที่จะขึ้นรูป พี่นก สินจัย พลอย เฌอมาลย์ อะไีรทำนองนี้

(เอ๊ะ...ถ้าทำอย่างนั้นหนังคงน่าสนใจน้อยลงรึป่าว...ผู้กำกับ)

ระหว่างนั้นวงของมิวกำลังจะออกเทป โปรดิวเซอร์จึงเสนอให้มิวแต่งเพลงรักเพื่อโปรโมทอัลบั้ม

การที่มิวได้เจอกับโต้งอีกครั้งนี่เอง...จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้มิวแ่่ต่งเพลง

"กันและกัน"ขึ้นมา

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ในวันที่จูนจะไป(เลิกรับจ้างเป็น แตง)...เธอส่งจดหมายมาลาครอบครัวของโต้ง..โดยบอกเหตุผลที่เธอต้องไปว่า

เธอไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวนี้ดีขึ้นเลย มีแ่ต่จะแย่ลง พ่อก็ยังติดเหล้าจนเข้าโรงพยาบาล 

 แม่ก็เลยบอกกับพ่อว่า ไม่มีแตงแล้ว เขาจะไม่กลับมาอีก นาทีนั้นพ่อก็พลันเข้าใจและยอมรับว่าไม่มีแตงแ้ล้วจริงๆ

แล้วก็โผเข้ากอดกัน ดังรูป

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ตอนท้ายเรื่อง -ภาพของมิว...ที่ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตที่ลาน สยามเซนเตอร์ ร้องเพลงกันและกัน ในตอนท้ายเรื่อง

ในเวลาใกล้เีคียงกันโต้งก็บอกเลิกโดนัทโดยให้เหตุผลว่า ไปด้วยกันไม่ได้ แล้วรีบวิ่งมาฟังเพลงกันและกัน

พอจบเพลง มิว เดินลงมาหาโต้ง แล้วถามความรู้สึกของโ้ต้ง

โต้งยิ้ม..แ้ล้วพูดว่า "เราเป็นแฟนมิวไม่ได้หรอก แ่ต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้รักมิวนะ"

นี่แหละครับ..."รักแห่งสยาม"อย่างแท้จริง

นอกจากหนังเรื่องนี้จะเป็นรักแห่งสยามสแควร์ ที่มีความรักหลากหลายรูปแบบแล้ว

หนังเรื่องนี้ยังแฝงไว้ด้วย รักแห่งสยามประเทศ ที่มีเพศที่สามเกลื่อนเมือง

แต่เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในที่สาธารณะไม่ได้ยังไงล่ะคับ

พวกเค้าไม่มีพื้นที่...ไม่มีจุดยืน เป็นแค่ของแปลก

ถึงแม้จะมีการยอมรับมากขึ้น..แต่ยังไม่กว้างขวางพอโดยเฉพาะความรักของ ช-ช และความรักอื่นๆที่ไม่จำกัดรูปแบบ

ป.ล. ถ้าทั้งสองโตกว่านี้อาจจะกล้าัตัดสินใจที่จะคบกันอย่างเปิดเผยก็ได้

ป.ล.2 ผู้กำกับช่วยพิจารณาภาคสองด้วยนะครับ

 

 

 

 

 

 

11月24日

Just a festival

 
สืบเนื่องจากการที่หลวมตัวไปช่วยคณะเค้าทำกระทง เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา
 
หน้าที่หลักในค่ำคืนนี้ของผมก็คือ "ทำฐานกระทงขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง ๗๐ ซม."
 
วัสดุที่ใช้หลักๆ ก็คือ ก้านผักตบชวา จำนวนมากมายมหาศาล (เว่อร์)
 
หลังจากนั้น ผมก็หลวมตัวไปทำ รปภ. ด้วยการไปนอนเฝ้าคณะที่บันไดขึ้นตึกบรมฯ
 
และไปแจมฝั่ง สินกำ นิดหน่อย
 
สุดท้ายผมเผลอหลวมตัวจนกระทั่งโ้ต้รุ่ง !!!!
 
จากนั้นจึงเดินดุ่มๆ กะเซฟ เพื่อกลับไปนอนต่อที่หอ ระหว่างนั้น
 
ผมก็เิกิดความรู้สึกว่า "ทำไมแค่เทศกาลลอยกระทง เราต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนี้
 
ผมจำได้ว่าเคยมีเว็บๆ นึง ที่เค้าสรรหา กระทงแบบต่างๆ และแม่น้ำหลายแห่งที่น่าสนใจมาให้เลือก
 
ถ้าเราจะลอยกระทง ก็แค่คลิกกระเทย เอ๊ยยย กระทงที่เราชอบแล้วลากไปวางในแม่น้ำนั้นๆ
 
เท่านี้่ เราก็จะได้ลอยกระทงสบายๆสมใจ... (เห็นมั้ย ง่ายนิดเดียว)
 
อันที่จริงแล้วเนื้อหาของการลอยกระทงเท่าที่ผมทราบ ก็คือ รำลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา
 
แต่สังเกตจากการลอยกระทงกว่าสิบปีที่ผ่านมาในชีวิตผม ผมว่า มันออกจะผิดคอนเซปต์ไปหน่อย
 
แต่ผมก็ไม่ได้ตัดสินว่าดีไม่ดี...เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น โดยแบ่งเป็นข้อดี ข้อเสีย ดังนี้
 
ข้อดี
 
๑. รักษาประเพณีอันดีงามของไทยเอาไว้
 
๒.นักร้องนักดนตรี จะได้มีโอกาสขึ้นเวที อีกครั้ง (ในกรณีมีการจัดคอนเสิร์ต)
 
๓.ใครหลายๆคนจะได้มีโอกาส ไปเที่ยวสวีทกับแฟน จะสองต่อสอง
 
    หรือแบบเป็นกลุ่มก็ตามที
 
๔.คนที่ร่วมกันจัดงาน จะเิกิดความรัก สามัคคีในหมู่คณะ เช่นคณะอักษรศาสตร์
 
    และได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น
 
๕.เพื่อแสดงออกถึงความมีวัฒนธรรม เช่น การจัดขบวน  และกระทงที่สวยงาม
 
 
ข้อเสีย
 
๑.นอกจากจะเป็นการไม่ตอบสนองกัวัตถุประสงค์เิดิมแ้ล้ว ยังเป็นการเพิ่มขยะให้กับ
 
   แม่น้ำ ลำคลอง  ถึงแม้บางคนจะใช้กระทงที่ทำด้วยขนมปังก็ตาม
 
๒.สิ้นเปลืองงบประมาณ(มหาศาล)ในการจัดงานโดยใช่เหตุ
 
๓.เปลืองไฟ (โลกร้อน เหอะ เหอะ )
 
๔.เพิ่มงานให้แก่คนช้อนขยะจำพวกกระทง  ในขณะที่ค่าตอบแทนที่่ำต่ำจมดิน
 
     ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณของงานที่ทำ
 
 
 
 
 
สำหรับตัวผมเอง
 
 
จะปฏิบัติตัวในวันลอยกระทง ดังนี้
 
 
๑. ไม่ไปร่วมงานลอยระทง และร่วมใจประหยัดโดยการใช้น้ำให้น้อยลง
 
ตามสโลแกนที่ว่า "อาบน้ำวันละนิด จิตแจ่มใส" หรือ "อาบวันละครั้งกำลังดี"
 
 
๒. ได้พัฒนาศักยภาพ สร้างความสามัคคี และการทำงานร่วมกับน้องๆในคณะ
 
ไปเรียบร้อยแล้ว จนโต้รุ่ง
 
 
๓. สืบเนื่องจากการไปก๊งเหล้ากะชาวสินกำ โดยมี พิ้งค์ ชักนำเข้าสู่วงการ
 
เลยพาลทำให้มึนหัวในเพลา่ต่อมา
 
 
๔. สืบเนื่องจากข้อ ๓. ผมก็เลยนอนพัก ผ่อนคลายอาการมึน
 
และเปิดหนังคลอตามไปด้วย เผื่ออาการจะทุเลา
 
(เค้าบอกว่าถ้าไม่สบายให้ทำในสิ่งที่ชอบ เหอะ ๆๆ)
 
 
๕. ปล่อยให้ ไอ้ต้น กะ ไอ้ดล จีบสาวกันให้เต็มสูบ
 
ไม่อยากไปเป็น ก ข ค ของพวกมัน
 
 
๖. ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุดเลย...ผมแค่ไม่อยากเจอ.....กับ.......
 
 
 
ป.ล. ไอ้ต้น ไอ้ดล ขอให้พวกมึงมีความสุขมากๆ นะ

อยากจีบสาวติด ก็อธิษฐานเอาตอนที่พวกมึงลอยกระทงนั่นแหละ

ป.ล. ๒ ผมจะไม่แอบไปลอยกระทงในอินเตอร์เนตอย่างเด็ดขาด

..........................................................

 

สุดท้ายขอให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขในวันลอยกระทง

-จบ-


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
11月23日

หลง

 
นึกว่าจะยุ่ง...จนอัพสเปซไม่ได้ซะแล้ว
 
แต่พอใจยุ่งก็ต้องมองหาที่ระบายเป็นที่พึ่ง
 
ใจยุ่ง...เพราะถูกความ"เกลียดที่ไม่น่าพึงปรารถนาเข้าครอบ"
 
ผมไม่ชอบเลยที่ตัวเองเป็นเยี่ยงนี้
 
และผมเกลียดตัวเอง...ที่แอบชอบใครบางคนอยู่
 
ถ้าคนๆนั้นรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็ไม่น่ามีปัญหา
 
แต่ คนๆนั้นมีอายุมากกว่าแม่ผมอีก
 
และที่สำคัญ เป็นผู้หญิง ลูกสอง 
 
แต่ เธอมีเสน่ห์...น่าหลงใหล....
 
และเป็นอาจารย์มหาลัย....
 
ซักวันหนึ่ง...ผมต้องบังคับตัวเองให้หักห้ามใจ...
 
ขีดเส้นไว้ เหลือแค่ลูกศิษย์กับ อาจารย์  T_T
 
...............................................
 
 
 
 
11月6日

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "วินทร์"

 
 
           ถึง..... สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า " วินทร์"
 
 
                            ผมเคยตั้งปณิธานเอาไว้กะตัวเองว่า....จะอ่านหนังสือของคุณให้ครบทุกเล่ม
 
ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้หนังสือของคุณ ออกมาประมาณ ยี่สิบหกเล่ม  แ่ต่ ผมอ่านไปแค่ สิบเล่ม
 
ไม่รู้ผมต้องใช้เวลานานแค่ไหน...ผมถึงจะอ่านจบ  แต่สิบเล่มที่ผมอ่านก็พอมีคุณูปการ
 
อย่างมหาศาลทีเดียว  ดังใจความตอนหนึ่งในหนังสือ ชุดส่งเสริมกำลังใจ (ปกติไม่ค่อยชอบอ่านแนวนี้)
 
เรื่อง "รอยเท้าเ็ล็กๆของเราเอง"  มีดังนี้ .....ถ้ามีแ่ต่คนคิดจะทำงานใหญ่ แล้วใครจะทำงานเล็ก
 
งานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่งานที่มีโปรเจ็คขนาดใหญ่เสมอไป.....
 
                 ผมกะลังคิดอยู่ว่า เรียนจบแล้วจะทำงานอะไร (เพื่อนๆ ปีสี่หลายๆคนคงกำัลังคิดอยู๋)
 
เอาเข้าจริงๆแ้ล้ว......ที่ผมอยากทำจริงๆ คือ "เปิดร้านอาหาร" ควบคู่กับ บริการเสียงเพลง
 
และ อ่านหนังสือฟรี ว่างๆ ก็ เสพหนัง ฟังเพลงพอเป็นกะสัย
 
แล้วเขียนอะไรเอาไว้ให้ตัวเองอ่าน หรือแบ่งปันให้คนอื่นอ่านบ้าง (ยัดเยียด)
 
 เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง สำหรับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างผม
 
                                                                                                             
                                                                          ขอแสดงวามนับถือ 
 
                     
 
ป.ล. ถ้าใครแวะมาอ่านเอนทรี่นี้ กรุณาอย่าถามผมอีกเลยว่าเรียนจบอยากทำ/จะทำงานอะไร....เพราะตอนนี้
 
สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ"กลัวเรียนไม่จบ"    กับ  วิชาเรียน แปด ตัว เท่ากับ ยี่สิบสองหน่วยกิตถ้วน
 
จบพอดีเป๊ะ ถ้า ไม่ตก หรือ ไม่ถอน..............................................................
 
ดังนั้น ช่วงเวลาหลังจากนี้ไปผมจะเข้าโหมด เรียน สลับ อาร์ตคอนเสิร์ต และวิ่งรอกที่สโมสรอาจารย์  เท่านั้น 
 
จึงเป็นการลาพักร้อน จาก การออน เอ็มเอสเอ็น และ การอัพสเปซ อย่างไม่มีกำหนด  
 
ถ้าว่างๆ จะกลับเข้ามายังโลกไซเบอร์แห่งนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน
 
 
 
 
 
 
 
                     
 
 
                 
 
 
                         
 
 
               
9月11日

Spider Lilies

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

เย็นวันนี้แวะเข้าห้องคอมฯคณะ  ด้วยความขี้หนาวผมก็เลยเลือกเครื่องที่อยู่ใ้ต้แอร์เหมือนเคย จะว่าวันนี้เป็น ลัคกี้ เดย์ อีกวันหนึ่งเลยก็ว่่่าได้ เมื่อผมเหลือบไปเห็น Wallpaper บนหน้าจอคอมฯเครื่องที่อยู่ด้านขวามือของผม เป็นวอลล์เปเปอร์หนัง เรื่อง "Spider Lilies" คอหนังอย่างผมเป็นอันตาลุกวาว เพราะภาพที่ปรากฎต่อหน้าผมตอนนี้ช่างเตะตาผมเหลือเกิน เมื่อ ผู้หญิงสองคนอิงแอบแนบชิดกัน ประหนึ่งความรักหญิงสาวชายหนุ่มที่รักกันดูดดื่มหอมหวานราวกุหลาบแรกแย้ม ทว่าความสนใจของผมกลับจดจ่ออยู่ที่คู่รักที่อยู่ต่อหน้าผมเพราะเป็น

"เธอ และ เธอ อีกคน"

หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน ผมก็นั่งรถเมล์มุ่งหน้าไปยัง "สีลม" เพราะเชื่อแน่ว่าหนังยังไม่มีขายตามร้านขาย ซีดีอย่างแน่นอน พอไปถึงสีลมผมก็ตรงไปที่ร้านก๊อปดีวีดีทันที โชคเข้าข้างผมอีกครั้งเมื่อเห็น ดีวีดี หนังเรื่องนี้วางขายอยู่ที่ร้าน เจ้าของร้านอกว่า "โชคดีนะที่น้องมาวันนี้ เพราะของเพิ่งมา" ผมไม่รอช้ารีบซื้อ แล้วก็วิ่งขึ้นรถเมล์กลับหอทันที

........................................................................................

ไม่เสียแรงที่ผมถ่อไปถึงสีลม เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้จนจบ "รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า หัวใจท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกดี และมีความสุข" บ๊ะ...หนังเรื่องนี้มันก็ดำเนินเรื่องของมันไปเรื่อยๆ ทำไมตอนจบ มันทำเราได้ขนาดนี้วะ  หนังมันต้องมีอะไร ใช่....มันต้องมีอะไรแน่ๆ....

..........................................................................

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

สืบทราบมาว่าหนังเ้ค้าเพิ่งคว้า รางวัลเท็ดดี้(รางวัลหนังเกย์ยอดเยี่ยมประจำเทศกาล)  จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน  ผลงานของผู้กำกับหญิง ซีโร่ โจว (Splendid Float) ซึ่งได้รับการจับตามองว่าเป็นผู้กำกับมากพรสวรรค์อีกคนของไต้หวัน 

(อืม....มันมีที่มาอย่างนี้นี่เอง)

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 หนังเล่าเรื่องราวของ เจ๊ด (Rainie Yang)   หญิงสาวผู้หลงใหลในภาพรอยสักรูป สไปเดอร์ ลิลลี่สีทอง ( Spider Lilies )  อันแสนลึกลับ  ที่เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความตาย ในสตูดิโอของศิลปินช่างสัก ทาเคโกะ (Isabella Leung) ซึ่งภาพรอยสักดังกล่าวเป็นเหมือนอนุสรณ์ การเสียชีวิตของพ่อ และพี่ชายที่อาการโคม่าจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทั้งคู่หลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วต่างเคยพบเจอกันมาแล้วเมื่อหลายสิปปีก่อน และยังคงเก็บงำความลับอันดำมืด เจ็บปวดในชีวิตเอาไว้เช่นกัน......

คนหนึ่งพยายามจดจำและโหยหาอดีต เมื่อคนรักจากไป...ทิ้งไว้เพียงความสงสัย และความทรงจำ ความช่างฝันและมั่นคงในความรักเธอจึงออกตามหาเธอคนนั้น....

แต่อีกคนหนึ่งพยายามลืม ภาพแห่งอดีต...เพียงเพื่อจะลบเลือนการสูญเสียคนในครอบครัวจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และมองว่าตัวเองเป็นเหตุที่ทำให้ครอบครัวต้องเป็นเช่นนี้

เพียงเพราะวันที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว...เธออยู่กับคนที่เธอรัก และกลับมาเจอการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ดังนั้นเธอได้แต่เฝ้าบอกตัวเองว่า...ถ้าเธออยู่บ้าน เหตุการณ์คงจะไม่เป็นเช่นนี้

เธอจึงทิ้งความรักครั้งนี้ไป เพราะฝืนทนกับความสะเทือนใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ไหว

อีกสิบปี่ต่อมา เธอทั้งสองต่างก็มาเจอกันอีกครั้ง

...........................................................................

การดำเนินเรื่องที่กระชับ การผูกเืื่เรื่องให้มีตัวละครที่พอเหมาะ ฉากที่สวยงาม พัฒนาการของตัวละครที่โดดเด่น รวมทั้งฝีมือและความสวยความน่าัรักของนางเอกทั้งสอง  ทั้งหมดนี้ฉุดให้ผมจมอยู่ในภวังค์ไปจนจบเรื่อง ถึงแม้จะจบแบบ  แฮปปี้เอนดิ้ง ตามแบบฉบับหนังรักทั่วไป แต่ผมเชื่อว่าใครๆที่กำัลังดูหนังเรื่องนี้อยู่ต้องลุ้นจนตัวโก่งอย่างแน่นอน  จบแบบไม่เลี่ยนครับ  ถือว่า....ผ่านฉลุย 

 

 

 

 

 

 

  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

 


 

 

 

 

เเเเแเเเแเเีนังไต้หวันที่ยังคงเกาะเกี่ยวเรื่องราวของเ

หนังไต้หวันที่ยังคงเกาะเกี่ยวเรื่องราวข

   

 

 

 

8月25日

แลไปข้างหน้า บนทางสายใหม่

 
  ผมตัดสินใจเดินไปส่งเธอเช่นเคย "ไม่ต้องไปส่งหรอกพี่มอส...กลับเองได้...อีกอย่าง วันนี้แม่บอกว่าจะมา มันไม่ค่อยปลอดภัยนะ"
 
"อืม...ก็ได้" ผมลังเลนิดนึง ก่อนตอบเธอออกไปเช่นนั้น  วันนี้รู้สึกเป็นห่วงเธอกว่าทุกวัน...
 
"ดูท่าทางพี่มอสไม่ค่อยสบายใจเลย ...ถ้างั้นยอมให้ไปส่งก็ได้ ใจจริงแล้วก็อยากให้ไปส่งทุกวันนั่นแหล่ะ แต่กลัวพี่มอสลำบาก"
 
เราสองคนเดินบนถนนที่คุ้นเคย จับมือกัน บ่อยครั้งที่เธอหันมาสบตาแล้วยิ้มให้ แต่ไม่พูดอะไร เท่านี้ผมก็มีความสุข
 
ซักพัก...ผมพาเธอหลบเข้าไปยังซอกของมุมตึกแห่งหนึ่ง รั้งเธอเข้ามากอด 
 
แล้วบอกรักเธอผ่านน้ำเสียงที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น
 
ผม : "พี่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีก พี่ต้องรีบบอก เหมือนมันจะเป็นโอกาสเดียวโอกาสสุดท้าย"
 
 เธอ : "พี่มอส วันนี้มาแปลกจัง คิดมากไปรึเปล่าคะ เราก็เจอกันแทบทุกวัน ไม่ได้หนีหายไปไหนนี่คะ"
 
ผม : "พี่ไม่รู้เหมือนกัน พี่กลัวว่าพรุ่งนี้ บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป จะมีอะไรมาพรากเราสองคน"
 
เธอ : "พี่มอสคะ...ฟังให้ดีนะ  ไม่มีใคร หรือ อะไร จะมาพรากเราสองคนให้จากกันได้หรอกค่ะ (นอกจากความตาย) รักพี่มอสมากรู้มั้ยคะ"
 
ผมกอดเธอเอาไว้แน่น แต่ทว่าอบอุ่น เหมือนกลัวเธอจะหายไป....อย่างไม่มีวันกลับมา...."พี่มอส ....อย่ากังวลไปเลยนะคะ"
 
 ในอ้อมกอดผม เธอพูดพร้อมกับ ระบายรอยยิ้มที่สดใสนั้นเต็มใบหน้าเรียวยาวได้รูป  ดวงตาทอประกาย เธอเป็นคนตาชั้นเดียว
 
แต่กลมโตจนเวลามองไปทีไรผมต้องยอมพ่ายแพ้ให้   เรียวมือที่ขาวสะอาด กุมมืออันหยาบกร้านของผมไว้
 
ช่างเป็นสีที่ตัดกันดีจริงๆ  เธอผิวพรรณรูปร่างดีแทบไม่มีที่ติ ในขณะที่หนุ่มบ้านนอกอย่างผมเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความยากลำบาก
 
ผิวสีดำแดง หยาบกร้านนั้นบ่งบอกถึงการกรำงานหนักมาขนาดไหนกว่าจะสร้างฐานะ เลี้ยงดูแม่
 
และสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆของรัฐได้
 
 
  10.30 น. พอดิบพอดี....ผมสะดุ้งตื่นจากฝันจะเรียกว่าฝันกลางวันได้มั้ย
 
ถ้าความจริงเป็นแบบนี้ก็คงจะดี กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ผมฝันถึงเธอ เมื่อไหร่นะมันถึงจะหายไปจากชีวิตของผม....
 
เรื่องราวของผมกับเธอมันจบไปตั้งนานแล้ว ผมสัญญากับตัวเองว่าจะเป็นพี่ที่ดีกับเธอให้ได้
 
แต่ผมโกหกตัวเอง ผมไม่เคยทำได้เลย แม้แต่ตัดใจจากเธอยังยากเย็นยิ่งกว่าอะไรดี
 
 
มาวันนี้ ตอนนี้ ผมต้องเข้มงวด และจริงจังกับตัวเองได้แล้ว ผมต้องเป็นพี่ของเธอให้ได้
 
จะไม่หลบหนีหายไปไหนอีก นี่คือการเอาจริงกะตัวเองอีกครั้ง ผมกำลังเริ่มต้นใช้ชีวิต
 
ในแบบที่มันควรจะเป็น
 
  
  ~เสพหนังฟังเพลงเท่าที่ใจอยาก
 
  ~หนังสือ(อ่านเล่น) กองพะเนิน เต็มโต๊ะที่ยืมมาจากหอกลาง  จะต้องสะสางให้หมด
 
  ~เล่นกีตาร์ให้มันส์ เท่าที่ต้องการ
 
  ~หมดเวลาแห่งการฟุ้งซ่านกับเรื่องราวในอดีตแล้ว.....ผมพร้อมสลัดข้างหลัง (อดีต) ก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว
 
ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น!!!!!!!!!
 
 
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
7月21日

I just complain ~~

 
เมื่อวานอ่านวารสารฉบับหนึ่งของธรรมศาสตร์ ที่ชื่อว่า "เพศ สัมพันธ์" คับ...วารสารเค้าชื่ออย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้โม้
 
บทความต่างๆมีประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว แต่มีเรื่องนึงที่เตะตาผม..."ผมเป็นไบ เธอเป็นทอม เขาเป็นโฮโม"
 
ชายคนนึงที่หลงรักคนสองคนพร้อมกัน คนนึงเป็นทอม อีกคนนึงเป็นกระเทย
 
คนที่เป็นทอม หน้าตาดี ซอยผมสั้นเกรียนเกือบเท่านักเรียนชาย รูปร่างผอมสูง
 
คนที่เป็นกระเทย ดูละม้ายคล้ายคลึงสตรีเพศเป็นที่สุด แต่ไม่นิยมบุรุษเพศ เพราะเธอเป็นกระเทยที่ชอบผู้หญิง
 
สรุปว่าเป็นเลสเบี้ยนในร่างกระเทยนั่นเอง....(ลองจินตนาการเวลาเธอเล่นบท xxx จะเป็นยังไง ในหนังสือเค้าบอกว่า ไอ้สิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้เพื่อบ่งบอกความเป็นชายเมื่อแรกเกิด
 
เป็นเพียงส่วนเกินที่ไร้ค่าก็เท่านั้นเอง)
 
แล้วเรื่องราวก็ยุ่งอิรุงตุงนังเมื่อทั้งสามคนมาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เฮ้อ.....เหนื่อยแทน อันนี้ถ้าใครสนใจก็หาอ่านต่อกันเอาเอง
 
แต่ตอนนนี้ผมชักไม่มัั่้่ั่่นใจในตัวเอง...ว่าเป็นอะไรกันแน่
 
ประมาณว่า เป็นทอมชนิดหนึ่งที่กลายพันธุ์เป็นผู้ชาย...แต่ถ้าวกกลับมาชอบผู้ชาย เค้าจะเรียกว่าเกย์รึเปล่า!!!!!!!!!!!!!
 
แต่ตอนนี้ยังมั่นใจว่าตัวเองชอบผู้หญิง (ต่อไปก็ไม่แน่นะ) จะไม่ให้ชอบได้ยังไง...ก็ผู้หญิงออกจะน่ารักน่าทะนุถนอม...
 
หรือความรักไม่มีเงื่อนไขดังที่เค้าว่าไว้จริงๆ  ไม่มีเงื่อนไขแม้กระทั่งเรื่องของเพศ คำว่า ชาย,หญิง ไร้ความหมาย เหลือเพียงคำว่า "เรา"
 
ถ้าพูดให้เชยก่านี้ก็คือ "ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน"
 
 
วันนี้อ่านหนังสือเตรียมสอบมิดเทอม เครียดๆ คิดถึงสเปซก็เลยแวะมาอัพ...
 
รายงานก็จ่อคิวอยู่ตรงหน้าให้สะสางให้รู้แล้วรู้รอด หมดเทอมนี้ก็คงสบายสินะ
 
อาร์ทคอนเสิร์ตที่รอคอยก็จะได้เล่นซะที ตอนนี้เริ่มแน่ใจแล้วว่าค้นหาตัวเองเจอ
 
คงไม่ต่อ ป.โท ปรัชญาแล้วล่ะ ไม่อยากเรียนอะไรที่วิชาการอีกแล้ว
 
อยากทำในสิ่งที่เราแน่ใจว่าใช่จริงๆ  จบแล้วตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหาเงินเลี้ยงแม่
 
แล้วก็เก็บเงินไว้เรียนดนตรีจริงจัง...ทั้ง Voice, Guitar, musical theory,song writing, & sound engineering
 
พอจบคอร์สเหล่านี้แล้ว ก็จะเริ่มทำเพลงจริงจัง...อาจจะเริ่มตอนแก่ไปหน่อย...แต่ผมก็จะทำ...ให้ได้ก่อนอายุยี่สิบเจ็ด
 
ตอนนี้ก็ย่างยี่สิบสามแล้ว...ส่วนไอ้ต้น ไอ้ดล ก็จะทิ้งผมไปเมืองนอกเมืองนา เฮ้อ....พวกมึงไม่อยู่จะแดกเหล้ากะใครดี...
 
ฟุ้งซ่านมานาน ต้องกลับไปอ่านหนังสือต่อแล้วล่ะ...ไอ้ดลโทรมา นัดติวเกาหลี...น้ำยังไม่ได้อาบตั้งแต่เมื่อเช้า
 
กระผมขอตัวไปอาบน้ำแล้วคับ....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
6月5日

Friendships

 
  ชีวิตในวัยเยาว์กำลังจะโบกมือลา....ยี่สิบปีแรกของชีวิตกะลังจะหมดไป
 
 
 ถามว่าได้อะไรบ้าง....แน่นอน หลายร้อยรสชาติ ที่ผมต้องยอมรับมัน เพราะมันเิกิดขึ้นแล้ว
 
 หลายรสชาติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก บางรสชาติก็ก็เกิดขึ้นน้อยครั้งนัก แต่น่าหลงใหลชะมัด
 
แต่สิ่งนึงที่ผมเชื่อมาตลอด ถึงแม้จะสัมผัสมันได้เลือนลางนัก...ก็คือ "มิตรภาพ"
 
ผมใช้คำนี้พร่ำเพรื่อ แต่ไม่เคยอินกะมันจริงๆนักหรอก 
 
แต่ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรู้จักคำนี้ดีแล้ว"
 
ถ้านับจริงๆแล้วผมมีเพื่อนที่สนิทประมาณหกคน ที่เหลือ ก็เป็นเพื่อนธรรมดาที่คุยกันได้
 
" กู มึง ไอ้เหี้ย แดกเหล้า หลีสาว ชกต่อย ยืมตังค์  ฯลฯ" หลายต่อหลายคำ เหี้ยๆ เหล่านั้นพวกผม
 
ต่างสรรค์หามาพูดอย่างคะนองปาก ไม่ใช่แค่พูดสิ แต่ยังลงมือทำซะด้วย 
 
โดยผิวเผิน เหมือนพวกผมเป็นวัยรุ่นเลวๆกลุ่มนึง แต่ผมก็คาดไม่ถึงว่า...มิตรภาพที่งดงาม
 
กำลังเบ่งบาน...ผลิดอกออกผลมากขึ้นทุกวัน
 
สำหรับผมแล้ว....
 
 ไอ้เหี้ย หมายถึง เพื่อนรัก เช่น ไอ้เหี้ย...มึงอยู่ไหนวะ  แปลว่า เพื่อนรัก ...อยู่ไหน
 แต่มันเป็นคำที่เพราะเกินไป กระดากที่จะพูด
 
              
          กู,มึง หมายถึง สรรพนามที่ใช้เรียกคนที่เราสนิทใจ และสบายใจที่จะคุยด้วย
 
             
แดกเหล้า หมายถึง วงสนทนา ที่แบ่งปันทุกข์ สุข ในยามปกติ จะพูดไม่ได้ 
 
             
 หลีสาว หมายถึง การหยอกล้อกันในวงเพื่อน ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ค่อยเจ้าชู้กันเท่าไหร่
 
 
                                ฯลฯ
 
 
( ดังนั้น เพื่ือดำเนินมิตรภาพที่ดีต่อไป ไอ้เหี้ย กู,มึง แดกเหล้า หลีสาว กันดีกว่า แปลว่า
 
 เพื่อนรัก พวกเราคือคนที่สนิทใจ คุยกันสบายๆ แบ่งปันทุกข์สุข และเฮอาหยอกล้อ กันดีกว่า
 
ต่างหากเล่า )
 
 
      สิ่งที่กูไม่กล้าทำ แต่ กูก็ได้ทำเมื่อ มีพวกมึง
 
      ทั้งชีวิต กูก็เพิ่งเคยคุยกะใครจนสว่างคาตานี่แหละ
 
      วันที่ไม่มีตังค์กินข้าว แม่งก็อดข้าวด้วยกัน
 
      วันที่จะออกไปซ้อมดนตรี แล้วฝนตก
 
      วันนั้นกูได้กินพิซซ่า ถาดที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา
 
      ขอบคุณ ที่วันนี้กูมีพวกมึง
 
 
 
5月5日

New Silly Fools

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Silly fools Mini Album

Stay Away

You hide behind your lies
Shallow eyes and hallow heart
Have to tear us apart
Your cover will be blown
And when they know what I know
The whole truth will be known
Heart of stone gone cold
My time for you has gone
Don't count to believe

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna play your game

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna hear your name

I don't wanna hear your name

Your words cut me so deep
Heard words you said about me
Lies on me as I sleep
Shadows that go to the sky
The first sight of sunrise
Will make the truth realize
To see behind your eyes
You push me to the side
To many like goodbye

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna play your game

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna hear your name

You have chosen to bury your lies
The time has come to say goodbye
No more lies
Truth will rise
And we will never be the same

Truth saver lies of the flow
The words you spoken
Filter of lies tells woven
Seeds that have and grown
This talking to my love

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna play your game

Stay away from me
Stay away from me
Stay away from me
I don't wanna hear your name

I don't wanna play your game
I don't wanna hear your name
I don't wanna play your game
I don't wanna hear your name

Photo Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

4月29日

Me...Myself ขอให้รักจงเจริญ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

                      คอหนังอย่างผมถ้าพลาดหนังเรื่องนี้ ก็ไม่เรียกว่าคอหนังล่ะคับ "Me Myself ขอให้รักจงเจริญ" โดยส่วนตัวผมแล้ว ดูหนังได้ทุกแนว ไม่จำกัดคับ และไม่ค่อยสนใจต่อ ราคาค่างวด ว่าคุ้มตังค์หรือไม่ หนังก็คือหนังล่ะคับ หรือเรียกอีกย่างหนึ่งว่า "จิตรกรรมมีชีวิต"มันก็คืองานศิลปะที่มีชีวิต มีตัวตน เรื่องราวต่างๆ และองค์ประกอบอื่นๆเข้าด้วยกันจนลงตัวนั่นแหละ

                   ผลที่ผู้ชมจะได้รับก็แตกต่างกันออกไป เหมือนเรากำลังจ้องมองรูปๆหนึ่งอยู่นั่นเองคับ จะว่าไปแล้วนี่คือหนังเรื่องแรกที่ผมยอมควักตังค์เพื่อเข้ามาดูตั้งสองรอบ มันเริ่มไม่ธรรมดาแล้วล่ะคับ (อ้าว!!! มันก็หนังธรรมดานี่หว่า ) ด้วยความที่มันเป็นหนังธรรมดานี่แหละ มันจึงมีความน่าสนใจ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

                 ผมจะไม่ขอพูดถึงนักแสดง เนื่องจากมันไม่ใช่จุดสำคัญสำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะ พล็อตเรื่องที่โดดเด่นแย่งซีนไปหมดแล้วนั่นเอง แต่มีหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะพวกสาวๆยอมตีตั๋วเข้ามาเพื่อดูพระเอก (อนันดา เอฟเวอร์ริ่งแฮม)ก็ว่าไม่ได้ล่ะคับ รายนี้เค้าขายได้ตลอดกาล แถมยังมารับบทแต๋วแตก ที่ขัดกับรูปร่าง หล่อ ล่ำ บึ้ก และหนวดเครา ขึ้นดก รกรุงรัง ปานนั้น และที่สำคัญ ได้ดูพระเอกแก้ผ้า เกือบล่อนจ้อน (ตอนอยู่ในโรง เกย์ทั้งหลายต่างกรี๊ดดด กร๊าดดดด กันเป็นแถบๆ)

          เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรถในการอ่านผมขอ พูดถึงเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้เสียก่อน

           “อุ้ม” หญิงสาวที่กำลังหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เพราะเธอเพิ่งถูก กริช คนรักคนแรกในชีวิตของเธอทิ้งไปโดยไม่บอกสาเหตุ แถมยังมีภาระต้องเลี้ยงดู โอม หลานชายวัยไม่ถึงสิบขวบ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวที่ตายไป ซึ่งเธอไม่เคยมั่นใจในตัวเองว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีเลย แม้แต่ความฝันในหน้าที่การงานของเธอ ก็ยังไม่กล้าที่จะฝัน เธอมักจะรู้สึกว่า ตัวเธอที่เติบโตขึ้นมาในทุกวันนี้ช่างห่างไกลกับสิ่งที่เคยฝันในยามเด็กเหลือเกิน ชีวิตของเธอดูไม่มีทางเลือกมากนัก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นกลางดึกของคืนวันหนึ่ง เพราะเธอขับรถไปชนชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้า และทำให้ชายคนนั้นความจำเสื่อม เธอจึงต้องแบกรับภาระในการดูแลชายคนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก หลักฐานในตัวของชายคนนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากชื่อบนเสื้อของเขาที่เลอะคราบเลือด อ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “ แทน ”

           อุ้ม หญิงสาวนางหนึ่งที่จำเป็นต้องพาแทน มาใช้ชีวิตร่วมกับเธอและหลานชายอย่างช่วยไม่ได้ และแทนก็เป็นเพียงชายแปลกหน้า ที่ไม่น่าไว้วางใจนักสำหรับเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเหตุการณ์ต่างๆที่ทั้งน่าชวนหัว วุ่นวาย สับสนเกิดขึ้น ทำให้แทนได้ค่อยๆก้าวล้ำเส้นเข้ามา มีส่วนร่วมกับชีวิตของเธอมากขึ้น กำแพงที่สูงชันภายในใจของเธอก็ค่อยๆทลายลง แทนได้กลายเป็นกำลังใจที่ช่วยผลักดันเธอ มีรอยยิ้มกับการมีชีวิตมากขึ้น รวมทั้งการใช้ชีวิตร่วมกับหลานชายที่ลงตัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันในด้านของแทน ชีวิตที่แสนจะว่างเปล่าเพราะจำความอะไรไม่ได้นั้น กลับค่อยๆถูกเติมเต็มโดยหญิงสาวที่มีท่าทางแข็งๆคนนี้ ในที่สุดทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน และทำให้แทนไม่นึกอยากที่จะกลับไปจำเรื่องราวในชีวิตของตัวเองอีกต่อไป แม้ว่า ทั้งคู่จะคิดตัดสินใจ ที่จะไม่กลับไปตามหาความทรงจำของแทน ไม่อยากรับรู้เรื่องราวเก่าๆในชีวิตของแทนอีกต่อไปแล้ว

             แต่ทั้งอุ้มและแทนต่างตระหนักดีถึงคำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาอยู่ นั่นคือ แทนคือใคร? และชีวิตของแทนก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร? ภาพของหญิงสาวที่แทนมักเห็นคือใคร? ความสามารถพิเศษในการเต้นรำ และท่าทางแปลกๆของแทน ที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจนั้นเป็นเพราะอะไร? เมื่อความจริงถูกเปิดออกมา ความรักของทั้งคู่ จะยังมั่นคงพอที่จะสามารถรักกันได้อยู่หรือเปล่า?

             นั่นแหละคับ แบบย่อๆ เรียกน้ำย่อยไปก่อน ถ้าอยากดูของจริง ก็รีบตีตั๋วเลยคับ คาดว่าหนังเค้าจะอยู่ไปอีกนาน ถ้าชวดก็เสียใจด้วยคับ ต้องรอดูแผ่น แต่อรรถรถก็คงไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก เพราะในความคิดผม ผมว่าหนังเรื่องนี้ โปรดักชั่นห่วยมาก ต้นทุนการผลิตก็ใช้นิดเดียว 

                          แต่มันก็น่าสนใจจนได้ ซะอย่างงั้น Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

           ทางด้านเทคนิค : ผมชอบเทคนิคการตัดต่อที่ค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น และความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าช่วงแรกๆจะสะดุดไปบ้างก็ตาม บางฉากคิดจะหายก็หายไปดื้อๆ แล้วปรากฏภาพมืดๆ ดำๆ เข้ามาแทนที่ แล้วสลับฉากด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยต่อเนื่องกับฉากที่ผ่านมา แต่พอดำเนินเรื่องได้พักนึง ก็เริ่มลงตัว และเข้าถึงจุด climax ของหนัง

          เมื่อ การตัดฉากสลับกันระหว่างพระเอก กับนางเอก ที่ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของพระเอกในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างมีเหตุผล และลงตัว ช่ายบิวด์ให้คนดูลุ้นจนตัวโก่งเป็นที่สุด ว่าแต่ละฝ่ายจะหาทางออกอย่างไร

            และทำได้ดีอีกครั้งในตอนท้ายเรื่อง หลังจากที่พระเอกเลือกที่จะจากนางเอกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า "ไม่อยากให้ชาวบ้านหาว่านางเอก เป็นเมียกระเทย" ภาพหลังจากที่สองคนนี้แยกทางกันและใช้ชีวิตของตัวเอง ในแต่ละวัน ตัดสลับกันไปมา

             ระหว่างพระเอก ที่กำลังยัดเยียดอดีตให้กับตัวเอง และพยายามเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสูงสุด ที่พระเอกแสดงโชว์การเต้นประกอบเพลงคลาสสิค ที่โชว์สัดส่วน และ ความพลิ้วของการเคลื่อนไหวเป็นหลัก สวยงามใช้ได้ทีเดียวคับ

            ส่วนนางเอกก็อยู่ในช่วงเฮิร์ท รำลึกถึงแต่อดีต จนกระทั่งเปิดอ่าน diary ของพระเอก(ที่หน้าแรกเขาเขียนเอาไว้ว่า การแอบอ่านบันทึกของคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี ก่อนหน้านี้นางเอกจึงไม่กล้าพลิกหน้าถัดไป) แต่วันนี้เธออดใจไม่ไหวซะแล้ว พอลองพลิกหน้าต่อๆไป ก็เลยเจอข้อความ "อ่านได้เฉพาะคุณอุ้มคนเดียว" เท่านั้นแหล่ะ น้ำตานางเอกก็ไหลพรากๆ เพราะแต่ละหน้าคือเรื่องราวของพระเอก ที่บันทึกถึงสิ่งดีๆ ต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างที่มาอาศัยอยู่กับนางเอก จากนั้นนางเอกจึงไม่รอช้า รีบบึ่งไปหาพระเอกถึงบาร์เกย์ที่ภูเก็ตในขณะที่พระเอกกำลังเริ่มการแสดงพอดี

       ซาวด์ประกอบ : ผมแอบหมั่นไส้พงพัฒน์(ผู้กำกับ)เล็กๆนะ เพราะเล่นขายแต่เพลงตัวเอง (เพลงฟั่นเฟือน) แต่เพลงที่เข้ากับหนังเรื่องนี้พอดีก็คือ "สิ่งที่ฉันเป็น ของ Ebola" นั่นแหละคับ ตอนแรกก็แค่เปิด ท่อนอินโทร ด้วยเสียงเปียโนเบาๆ แทรกเข้าไปในฉากเศร้าๆ แล้วก็พีคสูงสุดตอนที่พระเอกบอกลานางเอกนั่นเอง ด้วยอารมณ์ที่ยอมรับตัวเอง ว่าเป็นในสิ่งที่ไม่คู่ควร (ตามแนวคิดของสังคมทั่วไป ที่ว่า หญิงต้องคู่กับชาย) เพลงเวอร์ชั่นเต็มก็ถูกเปิดขึ้นพร้อมๆกัน เท่านั้นแหละร้องให้กันทั้งโรง ส่วนผมก็แค่น้ำตาซึมนิดๆ แต่ไอ้ที่นั่งข้างๆผมซิคับ ขนาดมันเป็นผู้ชาย มันร้องโดยไม่สนใจใครเลยคับ สงสัยเป็นช่วงที่มันกำลังเฮิร์ท (ร้องออกมาเถอะเมิง) Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

             ว่ากันไปเป็นฉากๆ : ฉากที่พระเอกกับนางเอก ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ บนดาดฟ้า แทนที่จะเป็น ทะเล ภูเขา หรืออะไรเทือกนั้น แต่ผู้กำกับจงใจใช้ ดาดฟ้า ที่เป็นตึกทื่อๆ มองไปก็ไม่ค่อยมีอะไรเจริญหูเจริญตา นี่แหละคับ ความสุขของคนเมือง ผมอนุมานได้ว่า การที่เราได้อยู่ใกล้ชิดกับคนรัก สถานที่เป็นเพียงองค์ประกอบอันดับรองเท่านั้นแหละคับ แล้วอนันดายังโชว์ความแต๋วด้วยการสวมเสื้อสีชมพูนั่งซบไหล่นางเอกซะงั้น แต่ก็ลงท้ายด้วยฉาก สุดฮิต นั่นก็คือ การ Kiss นั่นเอง

              ฉากเลิฟซีน : อืม....ดูดีมากเลยคับคือไม่โป๊ ไม่ลามก แถมมุมกล้องยังสวยอีกต่างหาก(ขอจบแค่นี้ละกัน...พูดมากไม่ได้ เดี๋ยวเค้าหาว่าผมโรคจิต)

            ฉากสุดฮา : ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเมาได้ที่ ก็เลยเกิดความบ้า บวกกับอารมณ์ เฮิร์ทของนางเอกที่เพิ่งเลิกกับแฟนพอดี สองคนนี้ก็เลยโทรศัพท์ (ตู้สาธารณะ) ไปหากริช แฟนเก่าของอุ้ม

           กริช : "ฮัลโหล...กฤษพูดคับ"

           แทน : "อ้ายชั่ว .... อ้ายเลว"

           กริช : "ใครอ่ะ...ฮึ นั่นใคร "

           แทน : "อ้ายผู้ชายเฮงซวย ฮ่าๆๆๆ ถ้ามึงแน่จริง ก็บอกมาสิว่ากูเป็นใคร ฮ่าๆๆๆ กรั่กกกๆๆๆๆๆ "

          เท่านั้นแหละทั้งคู่ก็รีบวิ่งออกจากตู้โทรศัพท์ แล้ววิ่งกลับบ้านทันที และฉากอื่นๆ อีกมากมาย บรรยายไม่หมดหรอกคับ Photo Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            โยงเข้าสู่ประเด็นทางปรัชญาว่าด้วย เรื่อง เพศ และความรัก นี่แหละคับ คือความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ที่ผมตั้งใจจะพูดตั้งแต่แรก ดูเผินๆ หนังเรื่องนี้เป็นแค่หนังรักเท่านั้นแหละคับ พอเอาเข้าจริงมันคือหนัง ดราม่า อ่ะคับ ประเด็นปัญหาค่อนข้างไหญ่แล้วก็หนักทีเดียว จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้คือ หนังของคนที่ชอบคิด และพิพากษ์ สังคม ไม่ว่าจะเป็นมุมมองไหนก็ตาม ตัวละครแต่ละตัว เป็นแค่ผลผลิตทางสังคม ที่ถูกหล่อหลอมมาเป็นเวลาช้านาน ว่า ผู้ชายจะต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ มันแหกกฏ คนไทยทำได้แล้วคับ ที่จะตัดเรื่องการแคร์สังคมออกไป แล้วมองความรักในแง่มุมของความเป็นปัจเจกเท่านั้น นี่แหละคับ คือสื่อ เริ่มต้น ที่จะทำให้สังคมมองความรักด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากขึ้น  

              นางเอก คือ ตัวแทนของคนหัวคิดสมัยใหม่ ที่เชื่อและศรัทธาในความรักของตัวเอง จนมองข้ามปัจจัยอื่นๆไป (สังเกตจากตอนจบ)ที่นางเอกถามพระเอกด้วยประโยคสั้นๆว่า "ยังรัก รึปล่าว"

                ส่วนพระเอกที่เป็นตัวแทนของสังคมแบบเก่า และยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ ก็เลี่ยงๆตอบแบบอั้มอึ้งว่า "เอ่อ....แต่ว่าผมเป็น" "เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแค่สองคน...บนโลกใบนี้นะ"นางเอกเริ่มฉุน แล้วก็ย้ำอีกครั้ง "ยังรักอยู่รึป่าว...แทน" "ยังรักอยู่มั้ย" เท่านั้นแหละพระเอกก็เริ่มยอมรับหัวใจตัวเอง และเปิดใจให้ นางเอกอีกครั้ง

                 นี่คือบทสรุปของหนัง ที่ว่า ความเชื่อแบบเก่า และความเชื่อแบบใหม่ มาปรองดองกันได้แล้ว กรอบของวัฒนธรรมเดิมๆ ถูกแง้มออกมาแล้วคับ (คราวนี้เพศที่สามเริ่มดี๊ด๊ากันใหญ่แล้วล่ะสิ)

                 ส่วนปรัชญาด้านอื่นๆ ที่แทรกอยู่ก็คือ Free will หรือ เจตจำนงเสรี ของ John Steward Mill ที่ว่า "คนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก เพราะศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ อยู่ที่เสรีภาพในการเลือกนั่นเอง"

               แต่ก็ยังมีคนถามต่อไปว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า เราควรจะเป็น สิ่งที่เราเลือก หรือสิ่งที่เราไม่ได้เลือก หรือ สิ่งที่คนอื่นเลือกให้ หมายถึงสิ่งไหนดีที่สุดนั่นเอง เพราะบางทีสิ่งที่เราเลือกก็ไม่ใช่ สิ่งที่ดีเสมอไป เอาไปคิดต่อกันเอาเองเถอะคับ แต่อย่าลืมที่จะนึกถึงหัวใจตัวเองด้วยละกันคับ

4月24日

From full of peace in my heart

 
 
 
 
ความรักที่ผมหยิบยื่นให้ใคร ผมให้ด้วยใจจริงทุกครั้ง และเป็นความภูมิใจลึกๆ ที่ไม่เคยหลอกลวงใครเลย ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ยังต้องการมัน รวมทั้งตัวผมด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะต้องไขว่คว้าหามันให้เจอ ทำไมคนเราต้องรอคอยจากคนอื่นด้วยล่ะ ถ้าทุกคนต่างมองหารักแท้ แต่ไม่เคยสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้คงเป็นเหมือน "ความเห็นแก่ตัว อยากได้ หรือ ความอยากนั่นเอง " มันก็แค่ รักตัวเอง และหาทุกอย่างที่เป็นความสุขใส่ตัว
 
วันนี้....รักแท้ ยังอยู่กับผม อยู่ในตัวผม และพร้อมที่จะให้
 
จะมีใครมารับเอาไป หรือ ไม่รับ แต่มันก็ยังอยู่
 
ผมไม่รู้อนาคต ว่าจะเป็นยังไง
 
ขออยู่กับปัจจุบันอย่างสงบก็พอ
 
 
 
 
ขอให้โชคดีนะคับ